Social Media กับการจัดการองค์กร

 

ความหมายของ Social Media

Social หมายถึง สังคม Media หมายถึง สื่อ ดังนั้น Social Media หมายถึง สื่อสังคมออนไลน์ที่มีการตอบสนองทางสังคมได้หลายทิศทาง โดยผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ผู้คนบนโลกนี้สามารถมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกันได้

 

ประเภทของ Social media

1. Blog เป็นการลดรูปจากคำว่า Weblog ซึ่งถือเป็นระบบจัดการเนื้อหา (Content Management System: CMS) เช่น Blogger และ WordPress

 

2. Microblog เป็นรูปแบบหนึ่งของ Blog ที่จำกัดขนาดของการ Post แต่ละครั้งไว้ที่ 140 ตัวอักษร เช่น Twitter

 

3. Social Networking จากชื่อก็สามารถแปลความหมายได้ว่าเป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงเรากับเพื่อนๆ จนกลายเป็นสังคม ทั้งนี้ผู้ใช้จะเริ่มต้นสร้างตัวตนของตนเองขึ้นในส่วนของ Profile ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลส่วนตัว (Info) รูป (Photo) การจดบันทึก (Note) หรือการใส่วิดีโอ (Video) เช่น Facebook, Hi5, Myspace, Linkedin หรือ Plaxo เป็นต้น

 

4. Media Sharing เป็นเว็บไซต์ที่เปิดโอกาสให้เราสามารถ upload รูปหรือวิดีโอเพื่อแบ่งปันให้กับครอบครัว เพื่อนๆ หรือแม้กระทั่งเพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชน YouTube, Flickr, issuu, Prezi, Slideshare

 

5. Social News and Bookmarking เป็นเว็บไซต์ที่เชื่อมโยงไปยังบทความหรือเนื้อหาใดในอินเทอร์เน็ต โดยผู้ใช้เป็นผู้ส่งและเปิดโอกาสให้คะแนนและทำการโหวตได้ เช่น PinTerest

 

6. Online Forums ถือเป็นรูปแบบของ Social Media ที่เก่าแก่ที่สุด เป็นเสมือนสถานที่ที่ให้ผู้คนเข้ามาพูดคุยในหัวข้อที่พวกเขาสนใจ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่อง เพลง หนัง การเมือง กีฬา สุขภาพ หนังสือ การลงทุน และอื่นๆ อีกมากมาย เช่น Pantip

 

การนำ Social Media มาใช้จัดการองค์กร

ปัจจุบันจะพบว่า Social Media เข้ามามีบทบาทมากในชีวิตประจำวัน ผู้คนส่วนมากให้ความสำคัญกับ Social Media มากกว่าเว็บไซต์องค์กร ดังนั้นองค์กรที่ยังให้ความสำคัญกับเว็บไซต์องค์กรตัวเองมากกว่าการใช้ Social Media จึงเป็นองค์กรที่ล้าหลัง โดยเฉพาะเว็บไซต์ขององค์กรที่เขียนขึ้นจาก HTML และปล่อยให้เว็บตาย ไม่มีการอัพเดตข้อมูล การนำเอา Social Media มาใช้จัดการองค์กรไม่จำเป็นต้องนำเครื่องมือทุกอย่างมาใช้ ให้นำมาใช้เท่าที่จำเป็น ได้แก่

1. การมีเว็บไซต์องค์กรยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะ เว็บไซต์เปรียบเสมือนบ้านที่ต้องมีการปรับปรุงตลอดเวลา ดังนั้น ควรปรับปรุงเว็บไซต์ให้มีความทันสมัย และเน้นการจัดการเนื้อหา เพื่อให้ Search Engine หาเจอได้ง่าย อีกทั้งยังต้องมีความฉลาด มีการรองรับการแสดงผลบนสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์แบบ Responsive โดย Social Media ที่จะเข้ามาช่วยในด้านนี้ได้แก่ WordPress และ Joomla ยิ่งถ้าทำ SEO ด้วย จะเป็นเว็บไซต์ที่น่าจับตามอง

2. Social Network เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดในยุคคอนเทนต์ ปัจจุบัน Social Network ที่ได้รับความนิยม ได้แก่ Facebook ซึ่งองค์กรจำเป็นมากที่ต้องมี Facebook Page โดยทำงานควบคู่ไปกับเว็บไซต์ เช่น สร้างคอนเทนต์บน WordPress แล้วแชร์ลิงค์ไปยัง Facebook Page เพื่อดูการตอบสนองจากสมาชิกผู้ติดตาม เช่น การคอมเมนต์ และการแชร์คอนเทนต์

3. องค์กรควรใช้ Media Sharing ต่างๆ โดยเฉพาะการทำดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง อย่างง่ายที่สุดคือ นำสมาร์ทโฟนมาทำคอนเทนต์ในลักษณะของวิดีโอ โดยตัวคอนเทนต์ที่นำเสนอ อาจจะไม่ได้เน้นการขายหรือมีสาระอะไรมากนัก เพียงแต่ให้ผู้รับชมรู้สึกว่ามีประโยชน์ต่อเขาบ้างไม่มากก็น้อย หรือขั้นสูงขึ้นมาอีกก็ทำเป็น Video Infographic แล้วเผยแพร่ใน YouTube วิธีการที่ทำให้องค์กรของเราโด่งดังก็คือ เอาลิงค์ YouTube ไปฝังในเว็บ WordPress แล้วแชร์ลิงค์จาก WordPress ลง Facebook Page อีกที ซึ่งจะต้องทำงานอย่างสัมพันธ์กัน หากมีข้อมูลบางอย่างสามารถเผยแพร่ได้ เช่น ไฟล์แค็ตตาล็อกสินค้าที่เป็น PowerPoint หรือ Document ให้บันทึกเป็น PDF แล้วเผยแพร่ไปยัง Slide shared หรือ ISSUU

 

ถ้าทำแบบนี้เป็นประจำทุกวันหรือทุกสัปดาห์ ไม่ปล่อยให้เว็บไซต์ Social Network และ Media Sharing ล้างนานเกินไป รับรองว่าองค์กรของเราจะเป็นที่รู้จักอย่างแน่นอน ทั้งนี้ต้องหมั่นโพสต์ หมั่นทำคอนเทนต์ หมั่นแชร์คอนเทนต์ ให้เหมาะสม โดยเฉลี่ยแล้ว การแชร์คอนเทนต์จากเว็บไซต์ไป Facebook Page ควรอยู่ที่วันละ 1-3 คอนเทนต์ หากมากกว่านี้ จะเป็นการยัดเยียดคอนเทนต์ และทำให้ผู้ติดตามพลาดคอนเทนต์ที่สำคัญได้