fbpx

รีวิว Windows 11 Pro Dev ก่อนเปิดตัว 24 มิถุนายน 2564

Windows 11 เป็นระบบปฏิบัติการ Windows รุ่นใหม่ที่มีการหลุดตัวติดตั้ง (Installer) ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นนักพัฒนา มีชื่อเรียกว่า Windows 11 Pro Dev ยังไม่ใช่เวอร์ชั่นที่สมบูรณ์ ดังนั้นหากจะลองติดตั้ง แนะนำว่าควรสำรองข้อมูลก่อน หรือใช้คอมพิวเตอร์สำรองมาทดลองติดตั้ง Windows 11 ระหว่างการติดตั้งควรติดตั้งแบบออฟไลน์ และเป็น Local Account ไม่ควรลงชื่อเข้าใช้ด้วย Microsoft Account อาจเสี่ยงต่อการถูกปิดบัญชี Microsoft ได้

การติดตั้ง Windows 11 Pro Dev สามารถดาวน์โหลดไฟล์ .iso มาติดตั้งในแฟลชไดรว์ แล้วทำการดับเบิ้ลคลิก setup เพื่อเริ่มทำการติดตั้งได้ทันที

สำหรับบางเครื่องที่ไม่สามารถติดตั้งได้ อาจเกิดจากปัญหาเรื่อง TPM 2.0

สามารถแก้ปัญหาได้โดยไปหาไฟล์ ISO Windows 10 แล้วเข้าไปที่โฟลเดอร์ source คัดลอกไฟล์ชื่อ appraiserres.dll

แล้วนำไปวางในโฟลเดอร์ source ของตัวติดตั้ง Windows 11 ที่ทำเป็นตัวติดตั้งบนแฟลชไดรว์

ซึ่งสามารถคลิก Replace the file in the destination เพื่อแทนที่ไฟล์เดิมได้เลย

หลังจากนั้นก็ทำการติดตั้งตามปกติ ซึ่งอาจไม่สามารถใช้งานได้กับคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง และไม่รับประกันปัญหาที่จะตามมา ดังนั้นถ้าไม่ได้จริงๆ ให้รอตัวติดตั้ง Windows 11 หลังเปิดตัวในวันที่ 24 มิถุนายน 2564 จะดีที่สุด

หน้าตา User Interface ระหว่างกำลังติดตั้ง Windows 11 ผ่านการดับเบิ้ลคลิก setup ในแฟลชไดรว์ที่ใช้งานผ่าน Windows 10

เมื่อติดตั้งจนเกือบเสร็จ ก็มาตั้งค่า Windows 11 กัน หน้าตาสวยงามเปลี่ยนไปจาก Windows 10 มาก

หน้าเลือกภาษาคีย์บอร์ดสำหรับป้อนข้อมูล แนะนำให้เลือกเป็น US ดีอยู่แล้ว ส่วนจะเพิ่มภาษาไทยเดี๋ยวมันจะมีให้เราเลือกอีกที

หน้าตั้งชื่อคอมพิวเตอร์สวยงามมาก ให้พิมพ์ชื่อภาษาอังกฤษลงไปได้เลย ถัดไปจะเป็นหน้าให้ใส่รหัสผ่านให้เว้นว่างไว้ก่อน

เจอหน้า Privacy ก็ใช้ค่าที่ Windows 11 ตั้งมาให้ดีอยู่แล้ว ให้คลิก Accept ไปได้เลย

เมื่อหน้านี้ปรากฏ การติดตั้ง Windows 11 ก็ใกล้สำเร็จแล้ว

และนี่ก็คือหน้าตาของ Windows 11 Pro Dev จะเห็นว่ามีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจาก Windows 10 อย่างเห็นได้ชัดเลยก็คือ Taskbar ที่มีการย้ายจากด้านซ้ายมาอยู่ตรงกลาง และโลโก้ Windows ตรงปุ่ม Start ก็เป็นสีฟ้าแบบ Gradient สวยงาม ทันสมัยมากๆ เลย ถ้าใครไม่ชอบให้มันอยู่ตรงกลางก็ตั้งค่าให้มันกลับไปอยู่ด้านซ้ายได้นะ

และนี่ก็คือหน้าตาตอนคลิกปุ่ม Start จะปรากฏหน้าให้เลือก App สวยงามมากๆ สะอาดตา และใช้งานง่าย ส่วนการใช้งานทั่วไปก็คล้ายกับ Windows 10 ผู้ใช้ไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก

เมื่อคลิก Settings เพื่อดูข้อมูลระบบ ก็จะเห็นว่า Spec เครื่องคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์รุ่นเก่า CPU Core i5 / RAM 4 GB / GPU Intel HD Graphic 4000 / SSD 120 GB ยังติดตั้งได้ ถ้าตัวเต็มออกมาเมื่อไหร่ คอมพิวเตอร์ที่ใหม่และแรงกว่านี้ก็ติดตั้ง Windows 11 ได้สบาย

เพื่อความชัวร์เรามาเช็ครุ่นของ Windows 11 กัน โดยการคลิก Start แล้วพิมพ์คำว่า winver แล้วกดปุ่ม Enter ก็จะเห็นว่าเป็น Windows 11 Pro จริงๆ แต่เป็นเวอร์ชั่น Dev (OS Build 21996.1) เมื่อติดตั้ง Driver และ Microsoft Office 365 พบว่าใช้พื้นที่ประมาณ 22 GB เท่านั้น

กลับมาหน้า Start เราสามารถปักหมุด (Pin) แอพพลิเคชั่นหรือโปรแกรมที่เราใช้บ่อยๆ ได้เลย หากต้องการเรียกดูโปรแกรมทั้งหมดให้คลิก All apps

เราก็จะเจอโปรแกรมทั้งหมดที่ติดตั้งไว้ในคอมพิวเตอร์ สังเกตว่า Windows 11 นำแอพพลิเคชั่นที่ไม่จำเป็นออกไปเยอะมาก

หากเลื่อนลงมาเรื่อยๆ จะเจอ Windows Tools เมื่อคลิกเข้าไปแล้ว เรายังคงพบโปรแกรมที่เราคุ้นเคย เช่น WordPad, Windows Media Player, Task Manager, Registry Editor, Service, Run, Disk Cleanup, Remote Desktop Connection รวมถึง Control Panel ที่เราคุ้นเคย แต่สังเกตว่าไม่มี Internet Explorer แล้วนะ

หากคลิกเข้าไปที่ Control Panel ก็จะพบว่าเป็นหน้าตาที่เราคุ้นเคย ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง การใช้งานก็ยังคงเหมือนเดิมทุกอย่าง ตั้งแต่ Windows 7 เรื่อยมาจนถึง Windows 11

มาดูหน้าตา File Explorer จะเห็นว่า User Interface ทันสมัย ตามยุคสมัย 2021 ที่เน้นสีสันและการไล่เฉดสี Gradient สวยงามสะอาดตา ไม่สีเหลืองไปหมดเหมือน Windows รุ่นก่อน

ลองมาดูในส่วนของไฟล์กันบ้าง สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่าอ่านง่ายสบายตาขึ้นมาก เว้นบรรทัดห่างมากขึ้น

หน้าตาการค้นหาไฟล์ (Search) ก็คล้าย Windows 10 การใช้งานเรียกได้ว่าเหมือน Windows 10 เลย แต่เปลี่ยน UI ให้ขอบ Windows ดูโค้งมนสวยงาม

มาดูคีย์บอร์ดเสมือน (Virtual Keyboard) กันบ้าง เรียกว่าสะอาดตากว่า Windows 10 มีลูกเล่นในส่วนของอิโมจิ (Emoji) และภาพ GIF เพิ่มอรรถรสในการพิมพ์โต้ตอบบนสื่อสังคมออนไลน์ได้เป็นอย่างดี การใช้งานคีย์บอร์ดก็ไม่ได้ต่างจาก Windows 10 มากนัก

ขอบหน้าต่างถ้าไม่เปิดเต็มจอก็จะโค้งมนสวยงาม สามารถติดตั้งโปรแกรมที่ใช้ใน Windows 10 ได้ทุกโปรแกรม แม้กระทั่ง Winamp ที่ใช้มาตั้งแต่สมัย Windows XP ก็ยังนำมาติดตั้งใน Windows 11 ได้อย่างสบายๆ

ติดตั้งโปรแกรมเสร็จแล้วก็ปักหมุด (Pin) แอพพลิเคชั่นไว้สักหน่อย เพราะโปรแกรมเหล่านี้เรียกใช้บ่อย สามารถลากเรียงตามใจชอบได้เลย ได้หลายหน้าด้วย เสียดายที่ยังไม่สามารถจัดกลุ่มแอพพลิเคชั่นได้ ก็ให้มันเรียงไปแบบนี้ไปก่อน

ติดตั้งแล้วก็ลองเปิดโปรแกรม ปรากฏว่าใช้งานได้ตามปกติเหมือนใช้ใน Windows 10 เลย

เปิดโปรแกรมเดียวไม่หนำใจ ลองเปิดหลายโปรแกรมพร้อมกันก็ไม่มีปัญหา (ถ้าแรมเยอะ) ถ้าคลิก Task View จะเห็นว่า Windows 11 จัดเรียงหน้าต่างโปรแกรมได้สวยงามมาก มีขอบโค้งมนด้วย แถมยังเพิ่มหน้า Desktop ได้ไม่ต่างจาก Windows 10

การแบ่งสัดส่วนของหน้าจอใน Windows 11 ถือว่าทำได้ดีกว่า Windows 10 มาก เพียงแค่นำเมาส์ไปชี้ที่สัญลักษณ์หน้าต่าง ก็จะปรากฏรูปแบบการจัดเรียงหน้าจอ เหมาะมากกับผู้ใช้ที่ชอบเปิดหลายหน้าต่างในจอเดียว

เป็นระเบียบ ไม่ต้องลากไปยังขอบจอเหมือน Windows 10

สุดท้ายลากันไปด้วยปุ่ม Shutdown, Restart และ Sleep อยู่ทางด้านขวามือนะ ด้านซ้ายเอาไว้แสดงข้อมูลผู้ใช้ แรกๆ อาจจะงงนิดหน่อย แต่ก็หาเจอได้ง่าย บอกได้เลยว่าปิด-เปิดเครื่องเร็วกว่า Windows 10 อยู่พอสมควรเหมือนกัน

สรุปว่า Windows 11 น่าใช้กว่า Windows 10 หน้าตา User Interface สวยงามกว่า Windows 10 เปิด-ปิดคอมพิวเตอร์เร็วกว่า Windows 10 แม้ว่าจะมีข้อขัดใจอยู่บ้างเช่นจัดกลุ่มแอพพลิเคชั่นที่ Pinned ไว้ไม่ได้ เหมือนตอน Windows 10 ออกมาแรกๆ ก็ทำไม่ได้ คาดว่าคงจะมีอัพเดตเรื่อยๆ ต่อไป ทั้งนี้ติดตามการเปิดตัว Windows 11 ได้ในวันที่ 24 มิถุนายน 2564 เวลา 11.00 น. สหรัฐอเมริกา และติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ Microsoft